replica handbags

วิน-วิน กับ อินเทิร์น (Oct 3, 2012)

วิน-วิน กับ อินเทิร์น

พรทิพย์ กาญจนนิยต

 

เป็นเรื่องดีอย่างมากที่ช่วงปิดเทอมใหญ่ทุกปี จะมีนิสิตนักศึกษาและแม้แต่นักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิยมหรือจำเป็นต้องฝึกงานมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดหลายอย่าง บ้างก็คิดว่าเป็นการหารายได้ บ้างก็คิดว่าได้ทั้งประสบการณ์ และเงิน บ้างก็คิดว่า ดีกว่าอยู่เปล่าๆ บ้างก็อยู่เปล่าๆจนพ่อแม่และญาติพี่น้องทนไม่ไหวต้องส่งไปฝึกงาน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เป้าหมายที่เป็นประโยชน์ที่สุด น่าจะอยู่ที่ตัวเด็กอินเทิร์นเองและหน่วยงานที่รับเด็กๆเข้าไปฝึกงาน การฝึกงานให้ได้วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ในส่วนของหน่วยงานเอง หลายแห่งอาจจะมีประสบการณ์ในการฝึกพนักงานของตนอยู่แล้วและอาจจะต้องพัฒนาให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพที่เอื้อประโยชน์ที่แท้จริงต่อทั้งสองข้าง ในส่วนของนิสิตนักศึกษานั้น อาจต้องตั้งหลักด้วยการสร้างความเข้าใจและเตรียมใจให้พร้อมเรียนรู้และพัฒนาทักษะการทำงานซึ่งอาจยังมีเพียงเล็กน้อย หรืออาจจะยังเป็นทักษะที่แอบซ่อนอยู่ในตัวเอง โดยยังไม่ได้ค้นพบก็ได้

ที่มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) แม้ว่าจะเป็นองค์การขนาดจิ๋ว (ที่มีพนักงานรวม 10 คน) เรามีโอกาสรับนักศึกษาฝึกงานพอสมควร และดูเหมือนจะมากขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป หลังจากที่มีประสบการณ์การรับนักศึกษามาระยะหนึ่ง เราได้เรียนรู้แนวทางที่จะปฏิบัติต่อนักศึกษาสมัครงาน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ทีมงานเราค่อนข้างจะคุ้นกับการรับนักศึกษา ขอได้รับรู้ล่วงหน้าว่า เมื่อไหร่จะมีน้องๆ มาฝึกงาน จากไหน และเป็นเวลานานเท่าไหร่

เรื่องแรกที่ควรต้องทำ คือ การสื่อสารให้พนักงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้เรื่องการรับนักศึกษาฝึกงานและงานที่คาดว่า จะให้เข้ามาเรียนรู้

สำหรับสายตาของคนนอก จุดเด่นของเราคือโอกาสในการได้ฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน โดยเฉพาะทักษะการพูดและฟัง มูลนิธิฯจึงมีนักศึกษาเอกอังกฤษมาฝึกงานอยู่เป็นหลัก

สิ่งสำคัญที่ต้องสื่อให้เข้าใจในเบื้องต้น จึงเป็นเรื่องของความเข้าใจภาพขององค์กรของนักศึกษาฝึกงานและลักษณะงานที่แท้จริงขององค์กร

งานในสำนักงานมีหลายรูปแบบที่ต้องอาศัยภาษาอังกฤษ เช่น การเขียนข่าวสำหรับเว๊บไซด์ หรือแม้แต่การโต้ตอบกันเองในองค์กร และมีงานบางลักษณะที่ต้องใช้ทักษะอื่นๆ (ที่ไม่ได้หมายถึงการถ่ายเอกสารหรือการชงกาแฟเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า อย่างไรก็ตามจะหนีทั้งสองเรื่องไม่พ้น) เช่น การจัดระบบข้อมูลในโครงการ/กิจกรรม และ การคิดกิจกรรมสำหรับการประชุมปฏิบัติการ เป็นต้น

ความที่เป็นองค์กรขนาดเล็ก (มาก) ทำให้ได้เปรียบในหลายเรื่องความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน หรือริเริ่มโครงการต่างๆ งานที่จะมอบหมายให้นักศึกษาทำ ก็เป็นไปได้ค่อนข้างง่าย เมื่อน้องฝึกงานเข้าใจองค์กรของเราในภาพรวมพอควร และเรารับรู้ความต้องการและความถนัดของน้องแล้ว เราก็สามารถจะระบุได้ชัดเจนแล้วว่า ช่วงไหนงานใดต้องการแรงสนับสนุนด้านใดมากที่สุด

 

‘เงิน’ และ ‘โอกาส’

 

ในยุคที่เงินทองเป็นเรื่องต้องคุย เราพูดชัดเจนกับนักศึกษาฝึกงานตั้งแต่ต้นว่า  องค์กรของเราจะไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงิน แต่จะให้ “โอกาส” ที่เราเชื่อว่ามีมูลค่ามากกว่า “เงิน”ในหลายแง่มุม เช่น โอกาสในการเข้าร่วมประชุมและทำงานเสมือนหนึ่งเป็นพนักงานประจำ (ซึ่งจำเป็นต้องรู้และเข้าใจระดับหนึ่งถึงพันธกิจ ค่านิยมและเป้าหมายใน 10 ปีข้างหน้า) โอกาสในการติดตามพวกเราไปตามที่ประชุม หรือเมื่อพวกเราไปบรรยายเรื่องฟุลไบรท์และเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ในขณะเดียวกัน สำหรับนักศึกษาที่ไม่ค่อยได้เตรียมตัวเพื่อเข้าฝึกงาน เรื่องที่ต้องรู้ในวันแรกของการทำงานคือ การทำความรู้จักกับองค์กรของเรา ก่อนจะเริ่มลงมือจริงๆ

 

ตั้งความคาดหวังร่วมกัน

 

ตั้งแต่วันแรก ดิฉันจะพูดคุยกับนักศึกษาฝึกงานถึงงานของมูลนิธิฯ เน้นย้ำเรื่องวัตถุประสงค์ของการฝึกงาน และลักษณะงานที่จะมอบให้ทำ และซักซ้อมความเข้าใจของนักศึกษา ดิฉันพยายามให้นักศึกษาเริ่มงานในวันที่ดิฉันไม่มีภารกิจนอกสำนักงาน เพื่อพูดคุยได้เต็มที่ และให้นักศึกษารู้ว่า

มูลนิธิฯให้ความสำคัญต่อการฝึกงาน (มากกว่าให้เป็นที่ฝึกเพื่อ ‘เก็บชั่วโมง’ ให้ได้หน่วยกิตเท่านั้น)

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ การสอบถามความเข้าใจของนักศึกษาว่า ต้องการเรียนรู้อะไรบ้างเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนงานให้รองรับสิ่งที่ต้องการด้วย หลายครั้งนักศึกษาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจองค์กร และยังไม่สามารถแสดงออกได้อย่างสมดุลว่า ตนเองมีความสามารถหรือทักษะอะไร หรือแม้แต่ความต้องการที่จะได้รับจากการฝึกงานของตน

 

การได้พูดคุยในวันแรก ช่วยเรื่องความคาดหวังได้อย่างมาก เรามักจะเสนอให้นักศึกษาฝึกงานทดลองทำโครงการ/กิจกรรมตามความสนใจของตนเอง เพื่อตรวจสอบตนเองจากการทำงานที่ได้รับมอบหมาย และคิดว่า ได้เรียนรู้อะไรและรู้สึกสนุกกับอะไรบ้างในแต่ละวัน

เรื่องที่น่าจะช่วยให้ผู้ฝึกงานผ่อนคลายขึ้น คือ การเตือนให้เปิดใจและให้เวลากับตนเองในการทำงาน เพราะกว่าจะรู้จักตนเองว่าชอบทำอะไร ก็จำเป็นต้องทำงานบางอย่างที่ไม่ถนัด ไม่เคยทำ หรือไม่ชอบและอาจต้องผ่านความทุกข์ ความกังวล ความกลัว กว่าจะรู้สึกเข้าใจและสุขกับมันได้

          อีกเรื่องที่ดิฉันมีพูดกับนักศึกษาเสมอคือ ให้รู้จักสังเกตและไม่เลือกงาน เรื่องเปิดกว้างที่จะทำทุกเรื่องไม่ยกเว้นงานถ่ายเอกสารและการชงกาแฟ เพราะดิฉันเองก็ทำเช่นกัน (แถมทำให้เกิดทักษะในการชงกาแฟสดอีกด้วย!)  ยิ่งเราสามารถทำได้หลากหลาย เราจะได้ประโยชน์จากความคล่องตัวของเราเอง เป็นคุณค่าเพิ่มจากการฝึกงานได้อย่างดี

         อย่างไรก็ดี ความที่เราถือว่า นักศึกษาฝึกงานเป็นพนักงานคนหนึ่งด้วย เราบอกให้ทราบว่า นิสัยที่พึงประสงค์ที่ต้องมี (หรือพยายามพัฒนาให้ได้) คือเรื่องเวลาในการทำงาน การทำให้งานลุล่วงด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ และหา (ขอ) งานทำ เมื่อว่างหรือเห็นว่ามีจุดไหนที่ต้องการให้ช่วย โดยไม่ต้องรอให้พี่ๆ ร้องขอ

 

เป้าหมายที่ต้องการและการประเมิน

 

ในสัปดาห์แรก นักศึกษาฝึกงานได้รับมอบหมายจากพี่ๆในมูลนิธิฯให้ทำงาน โดยพี่ๆจะเป็นผู้แนะวิธีทำงาน ในขณะเดียวกันนักศึกษาต้องคิดและเขียนเป้าหมายที่ต้องการในช่วงฝึกงานให้ได้เพื่อจะได้คุยกันว่า จะสามารถประเมินตอนท้ายได้อย่างไร

ไม่ว่านักศึกษาจะเขียนออกมาอย่างไร หน้าที่หนึ่งของพวกเราคือ คอยช่วยชี้แนะและจุดประกายความคิดถึงที่มาและแนวทางที่ให้และประโยชน์ที่จะได้รับ

 

ไปงานไหน ได้อะไร ให้คิดและพูด

 

ทุกครั้งที่เราส่งนักศึกษาไปร่วมงานของเราเอง หรืองานของหน่วยงานอื่นๆ นักศึกษาเริ่มรู้ว่าต้องเตรียมตัวตอบคำถามว่า คิดอย่างไรกับงานนั้นๆ ดีหรือต้องแก้ไขด้านใดอย่างไร และตนเองเรียนรู้อะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลามาก แต่สามารถฝึกให้เกิดนิสัยการใส่ใจกับเรื่องที่พบและฟัง ไม่ปล่อยกิจกรรมให้ผ่านอย่างไร้ความหมาย ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมเปล่าๆ แถมสร้างนิสัยการประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมาด้วย

 

ทำหน้าที่ ‘พริตตี้’

 

บางครั้งฟุลไบรท์ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรซึ่งโดยลักษณะของเราแล้ว มักจะเสริมด้วยคำถามหรือกรณีตัวอย่างต่างๆ เพื่อเพิ่มความสนใจและหนุนการเรียนรู้จากผู้เข้าร่วมประชุมเอง แทนการรับฟังเพียงอย่างเดียว นักศึกษาจะมีโอกาสในการร่วมเป็นผู้ช่วยวิทยากรตั้งแต่แจกเอกสาร ตามไปช่วยอธิบายหรืออาจช่วยรวบรวมสถิติ งานดังกล่าว ทำให้ฝึกความไวในการทำงานให้เสร็จในเวลาจำกัด อย่างไรก็ดี เราต้องพูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกันก่อนถึงวันที่กำหนดทำกิจกรรมรวมทั้งเป็นการฝึกให้นักศึกษาได้ให้ความสำคัญต่อการวางแผนให้รอบคอบระดับหนึ่งด้วย

 

ฝึกงานครั้งนี้มีความเครียดและคราบน้ำตา

 

แม้ว่าในภาพ ‘หวัง’ จะมีการพูดคุยและวางแผน แต่ชีวิตจริงไม่สวยหรูหรือเป็นไปดังใจตลอดเวลา ครอบครัวเล็กๆของเราในสำนักงานฟุลไบรท์เป็นกลุ่มที่ห่างไกลวัยหนุ่มสาวกันโดยอายุเฉลี่ย นักศึกษาฝึกงานอาจจะรู้สึกเกรงและ ‘เกร็ง’ เป็นธรรมดาในสังคมไทย แต่ด้วยความเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรมไทย-อเมริกัน พวกเราจึงพยายามไม่ให้ ‘ความอาวุโส’ (ความแก่น่ะแหละค่ะ) เป็นอุปสรรคที่จะเพิ่มความเครียดเกินจำเป็น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปิดกั้นความคิดหรือคำถามของน้องๆ ที่จะส่งเสริมการคิดและการแสดงออกได้ แต่อย่างไรก็ดี ในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องอาวุโสทั้งด้านวัย ตำแหน่ง คุณวุฒิ ประสบการณ์การทำงาน ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะเจออยู่แล้ว การได้ภาพจำลองตอนฝึกงาน ก็จะช่วยฝึกการปรับตัวได้เช่นกัน

บางจังหวะเมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่นักศึกษาจะได้ไปร่วมฟังการบรรยายของเรา เราก็ให้ไปด้วย โดยไม่ให้เป็นเพียงผู้ติดตาม แต่จะให้จับประเด็นให้ได้เพื่อให้เขียนข่าวขึ้นบนเวบไซด์ ของฟุลไบรท์ น้องๆที่มาฝึกงานที่ไม่มั่นใจในภาษาอังกฤษของตนเอง ไม่ค่อยมีโอกาสเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือไม่เคยฝึกจับประเด็นจริงๆจังๆ แถมยังไม่ค่อยกล้าถามพี่ๆในสำนักงาน จะเกิดอาการกลัวสุดขีดและสารภาพว่า “กลับไปนอนร้องให้ เพราะกลุ้มใจว่า ทำไม่ได้ หรือกลัวจะทำได้ไม่ดี” บางครั้งการโยนเด็กลงสระน้ำ ให้ฝึกว่ายน้ำให้รอดก่อน เป็นวิธีที่ใกล้เคียงชีวิตจริงดี เพียงแต่ต้องมีการนำมาพูดคุยกันในภายหลัง และหาทางช่วยเหลือไม่ให้เครียดเกินไปจนหมดสนุกกับการฝึกงาน ในบางกรณี อาจจะต้องสื่อสารให้เข้าใจชัดเจนว่า เราเอง ‘รับได้’ ถ้าผลงานที่ออกมายังใช้ไม่ค่อยได้ แต่ขอให้คุยกัน มาขอคำแนะนำ และที่สำคัญที่สุดคือ ให้ทำเต็มที่ แค่นี้ก็ทำให้เราพร้อมที่จะช่วยปรับแก้และสอนต่ออย่างมีความสุขแล้ว

 

จบการฝึกงานแต่ไม่จบ

 

                การฝึกงานจะไม่จบง่ายๆ เพราะเราให้น้องๆ ได้ประเมินตนเองว่า สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการฝึกงานในด้านต่างๆ มากน้อยแค่ไหน โดยพี่ๆ จะช่วยกันออกความเห็นถึงนักศึกษาคนนั้นๆ ด้วย ในรูปของการพูดคุยต่อหน้าร่วมกันในห้องประชุม โดยยังคงให้นักศึกษาฝึกงานได้ประเมินตนเองว่า ได้เรียนรู้อะไรในลักษณะ‘Before’ ‘After’และคิดว่า รู้จักตัวเองมากขึ้นหรือต้องปรับปรุงด้านใดเพิ่มเติม เราประเมินเป็นลายลักษณ์อักษรหากเป็นการฝึกงานที่มหาวิทยาลัยบังคับ เรายังเปิดโอกาสให้ขอหนังสือรับรอง (ที่จะเขียนให้เฉพาะตัวนักศึกษาคนนั้นๆ) ในกรณีที่จะไปสมัครเรียนหรือสมัครน้ำด้วย

                หลังจากการฝึกงานไปอีกหลายๆ ปีต่อจากนั้น หากนักศึกษาฝึกงานคนไหน นึกถึงสิ่งที่ได้รับ (ทั้งเรื่องที่ควรและไม่ควรนำไปใช้) เรื่องที่ได้เรียนรู้ และทักษะที่ได้ฝึกปรือ โดยที่เราได้รับรู้หรือไม่ก็ตาม เราเชื่อว่า เป็นความสำเร็จของการฝึกงานแล้ว         

                แม้การรับนักศึกษาฝึกงาน อาจจะเพิ่มภาระให้แก่พวกเราบ้าง แต่จากหลายๆ ปีที่ผ่านมา เราถือว่า ได้โอกาสที่ดีที่ทำให้มูลนิธิฯ มีส่วนในการพัฒนานักศึกษาให้พร้อมเป็นบัณฑิตที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมขึ้น ได้โอกาสสานสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย และได้รับโอกาสที่มีผู้ช่วยที่โดยรวมเป็น ‘แรงงานปัญญาชนที่ไม่เกี่ยงงาน’เข้ามาลดภาระงาน เพิ่มความคิดดีๆ ให้มุมมองที่หลากหลายต่องานและการพัฒนางานของเรา ทั้งยังสร้างความเข้าใจให้พวกเราเกี่ยวกับวิถีของคนรุ่นใหม่

                ในองค์กรขนาดซุปเปอร์จิ๋วอย่างเรา การเรียนรู้ก็สามารถเป็นระบบได้ จากวิถี TQA (Thailand Quality Award) โดยมีระบบการบริหารจัดการที่เข้ากับบริบทของเรา สื่อสารสองทางและประเมินอย่างตรงไปตรงมาด้วยข้อมูลที่เป็นจริง แถมใช้ระบบ CMS (Commonsense) ประกอบกับ ‘ใจ’ ในบริบทของเราซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่น่าภูมิใจของคนไทยเสมอมาด้วย

 

                การฝึกงานจึงเป็นระบบที่ ‘วิน-วิน’ ซึ่งข้ามไปสู่ความผูกพันที่น่าชื่นใจในระยะยาว




DOWNLOAD



Thailand - United States Educational Foundation (TUSEF/Fulbright Thailand) Thai Wah Tower 1, 3rd floor, 21/5 South Sathorn Road, Bangkok 10120, Thailand
Tel : (66) 0-2285-0581-2 Fax : (66) 0-2285-0583  Email : tusef@fulbrightthai.org