replica handbags

ไดอารี่ของพี่ทิพย์ (Feb. 17, 09)

 

ไดอารี่จ๋า

‘Grantees OC ปีนี้จะเป็นยังไงน้า มี E-group แล้วก็ไม่เห็นจะเคลื่อนไหวมากมาย ตัวเอกก็มี “ชัย” ที่เขียนถามเป็นประจำ ส่วน “นิว” ก็ติดต่อกันโดยตรงกับพวกเราที่ TUSEF ความถี่และความเร็วเต็มๆ เพราะแบลคแบรี่ที่ทันสมัย คนอื่นๆ ก็ยังพอจะมี “ณณ” ที่ยังได้เห็นชื่อและหน้าบ้าง โชคดีที่ปูนจัดทริปไปโคราช ได้ข่าวว่า เด็กๆ ไปกัน 4 คน ทั้ง “ชัย”(เจ้าประจำ) “ภูมิ” “ผึ้ง” “ณณ” และ “พีช” เห็นว่าสนุกกันพอควร คงจะทำให้สนิทกันขึ้นหน่อยนึง ค่อยยังชั่ว

 

ลงตัวแล้วสำหรับทริปไปเชียงใหม่ “ปูน” เหนื่อยอีกตามเคย ติดต่อสถานที่ ที่พักและรถ คอยตามศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันของฟุลไบรท์ที่อยู่เชียงใหม่ ส่งไปรษณียบัตรออกไปและอีเมล์ให้ grantee รุ่นปัจจุบันอีก ทำไปก็บ่นกันไปว่าเงียบหาย ไม่เห็นค่อยมีคนตอบมาเลย เลยได้แค่ปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรนะคะ เดี๋ยวแบ่งกันกับพี่หน่อย พี่นิ้ง และหนึ่ง ช่วยกันโทร พี่ก็จะช่วยกันอีกแรงนึงค่ะ”

 

อ่านอีเมล์วันนี้แล้วต๊กกะใจไม่นึกไม่คาดคิดว่า “อาจารย์ไพจิตร” พร้อมครอบครัวจะไปเชียงใหม่ด้วย เราคุยกันใน office ว่า “จะไหวเหรอ” ก็ปกตินี่นะ กลุ่มผู้พิพากษาไปไหน ออกจะหรู ส่วนที่เราจัดแสนจะซำเหมา ปูนก็บอก (ปลอบใจ)ว่า “คงพอรู้ล่ะคะ เพราะได้คุยกับอาจารย์ไปแล้ว” “โอเค ถ้าวันนี้พี่จะโทรไปคุยกับอาจารย์ พี่ก็จะได้เรียนอาจารย์ว่า อย่าคาดหวังอะไรไฮโซเนอะ” พอโทรคุยกับอาจารย์แล้วไปเล่าให้น้องๆฟังว่า “อาจารย์บอกพี่ว่า ไม่ต้องห่วง ผมแปลงร่างได้” แซว (ลับหลัง) อาจารย์ว่า เอ!สงสัยจังว่าจะแปลงร่างเป็นอะไร แล้วพวกเราก็หัวเราะกันใหญ่ ใจก็สบายๆ ขึ้น เพราะดูท่า อาจารย์ตั้งใจอยากร่วมไปเที่ยวกับเราจริงๆ น่ารักจัง!

 

ไดอารี่เอ๊ย

รู้ป่าวว่าอะไร ดีใจมากๆ เลยที่รู้ว่าเด็ก OC จะไปกันหลายคน ทีมที่ไปโคราช บวกกับ “เจ้าเซเลบ” (ซึ่งหายหน้าไปเลย!) และ “ปู”  ก็ไป เราชวน (หลอก) “เสือ” (FLTA) ไปสำเร็จอีกหนึ่ง อาจารย์สาลีเอง ก็เตรียมไปร่วมงานกัน “หนึ่ง”บอกว่าทุน Special Admin ก็จะมี “เอ็กซ์” ที่เป็นอาจารย์สอนเลขไปด้วย อ้อ! “หน่อย” ทุน Junior ก็ตอบมาว่า พยายามจัดเวลาได้สำเร็จ ..........เฮ้อ! โล่ง! ไปหลายคนจากหลายทุน ดีจัง!  ก็เลยอีเมล์ไปตื้อ “นิว” ว่าไปด้วยกันเถอะนะ จะได้รู้จัก “นิว” มากขึ้น (เพราะเชื่อว่าเพื่อน OC ทั้งหลายก็อยากเห็นตัวจริงของ “นิว”เหมือนกัน) น่าเสียดายที่นิวไปไม่ได้จริง ๆ OC เลยไม่ครบองค์ ไม่นับ “พา” ที่เรียนอยู่ที่อังกฤษตอนนี้ รวมถึงพี่ๆ ทุนอื่นๆ อีกหลายชีวิตที่ไม่สามารถทิ้งไปได้

 

แต่เอาเถอะ ได้คนขนาดนี้ก็พอไหวแล้วบวกกับ นิ้ง ปูน หนึ่ง ก็แบ่งนั่งรถ 2 คันสบาย ๆ  เรา 4 คน นั่งคิดเกมส์ว่าจะให้กลุ่ม grantee เล่นอะไรกันดี ทั้งในกลุ่มที่ไปด้วยกัน และตอนเจอกับพี่ๆ น้องๆ  alumni  ต้องสนุกแน่ๆ!


แย่แล้ว ๆ ไดอารี่

พอจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าเข้าจริงๆ เริ่มกลัวขึ้นมาตะหงิด ๆ กับการไปทำนา จะไหวหรือเปล่าเนี่ย คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่า เรามีความกลัวจนขึ้นสมองมากแค่ไหน แต่เอาเถอะ ดูก่อนว่าถึงเวลาจริงๆ แล้วกัน จะเบี้ยวเด็กได้หรือเปล่าน้า เตรียมชุดลุยท้องนาไปก่อนก็แล้วกัน

 

ไดอารี่เจ๊า

วันแรกที่เชียงใหม่ราบเรียบดี เด็กๆ ทะยอยมารวมตัวกันที่โรงแรมจนเกือบครบ กลุ่มที่มาก่อน ดูท่าจะสนุกกันเต็มที่ทั้งวัน พอถึงที่พักเลยตาปรือ โหยหาเตียงนอนกันเป็นแถว (เป็นอย่างที่ “ผึ้ง”บอกว่า โรงแรมมีไว้อาศัยนอน ไม่ได้สำคัญที่ต้องดีหรูเลย!) เล่ากันว่าขึ้นดอยสุเทพไหว้พระ อาจารย์ไพจิตรพาคุณจุ๊บแจงและน้องแพ่งมาด้วย (ท่าทางจะซนไม่เบา) “ปู”และ “เสือ”ก็มา จะมีที่ตามมาตอนมืดก็มี “หน่อย”และ “อาจารย์สาลี” กว่า  “อาจารย์สาลี” จะมาถึงก็ได้เวลาเข้านอนพอดี แต่ว่าก็ว่าเถอะ เสียงตามสายโทรศัพท์ของอาจารย์ยังสดใส “อาจารย์สาลี” ไม่ค่อยใช้ศัพท์คำว่า “เหนื่อย” บ่อยแน่ๆ!

 

วันรุ่งขึ้น ตื่นเร็วนิดนึงเพราะเดาว่า “อาจารย์สาลี” คงลงไปกินอาหารเช้าก่อนใคร (ที่จริงอาจจะมี “อาจารย์ไพจิตร” ตามไปติดๆ แต่ตอนดึก ได้ยินเสียง “น้องแพ่ง” เลยเดาว่า คงจะเพลียกันทั้งครอบครัว) ก็ผิดคาดไปนิดนึงเพราะ “นิ้ง” ลงไปเร็วกว่าเพื่อน (ตามประสาคนที่มีกระเพาะใหญ่ กินอะไรไม่ค่อยอิ่ม) ทุกคนพร้อมค่อนข้างตรงเวลา “เอ็กซ์” “คุณไมค์” และ “เก๊า” มาสมทบเป็นคาราวานขนาดเล็ก 3 คัน

 

แอบนึกในใจว่าต้องไปฝังตัวอยู่ที่ “ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคเหนือ” เกือบทั้งวัน จะเป็นยังไงน้า! จะน่าเบื่อมั๊ย! และถ้าเกิดน่าเบื่อละ เจ้าพวกเด็กๆ ทั้งหลายจะว่ายังไงหรือป่าว คิดไปสารพัด คนที่น่าลุ้นกว่าเรา เห็นท่าจะเป็น “ปูน” มากกว่าเรานา!

 

ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ มีการเรียนรู้ในแต่ละจุดที่น่าสนใจ เด็กๆ (รวมถึง “เก๊า-ไมค์” จ้า! เราล้อกันว่าเป็นคู่แข่งกอล์ฟ-ไมค์) “อาจารย์สาลี” และ “อาจารย์ใพจิตร” (ที่ท่านให้น้องๆเรียกว่า “พี่เล็ก” แต่ปรากฏว่า น้องๆ มิบังอาจ เรียกแค่ “อาจารย์เล็ก” ก็เต็มที่แล้ว) ฟังอย่างตั้งใจ (แต่อย่าให้ปิดไฟฉายดีวีดีบนจอ เพราะปิดไฟ ก็ปิดตาทันทีแหละ อย่านึกว่านั่งข้างหน้าแล้วมองไม่เห็นนะ!)

 

ได้ดูฟังบรรยายสรุป ก็ทำให้เข้าใจถึงเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มขึ้น แต่ก็อดคล้อยตาม “ปูน” ไม่ได้ว่า จริงๆ ปรัชญาของในหลวงท่าน เป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้าใจยาก พอฟัง “ท่านสุเมธ” อธิบายก็เข้าใจเลย แต่พอยิ่งพูด ยิ่งอธิบายตามแนวของราชการ ทำให้สับสนมึนงง ดูยากและซับซ้อน เป็นไปได้ขนาดนั้นนะ ระดับนโยบายของภาครัฐเนี่ย!

 

ฐานต่างๆ ที่พาไปเยี่ยมชม ทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับชาวบ้าน ชาวนามากขึ้น เพราะได้เข้าใจถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ชาวบ้านมีอยู่เต็มเปี่ยม สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างพอเพียงและเป็นสุข ไม่ต้องบ้าและเต้นตามความเจริญของคนเมืองใหญ่อย่างพวกเราที่ไปเยี่ยม (จะเว้นก็ “ภูมิ” ที่ประกาศชัดเจนว่า “ผมไม่ใช่ลูกชาวนา” แต่เป็น “ชาวนาโดยสายเลือด” และ“อาจารย์ไพจิตร” ที่โตมากับท้องทุ่ง) เรารู้ว่า นโยบายส่วนกลางเป็น “การส่งตรงลงส่วนล่าง” แต่การปฏิบัติอาจจะเป็นอีกเรื่อง เสียงของชาวบ้าน/ชาวนาจะส่งไปถึงหรือเปล่าไม่รู้ชัด ที่น่าสนใจคือ ทั้งๆ ที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่มากมายแต่ลัทธิเอาอย่างของพี่ไทย ในการใช้ความรู้โดย “ไม่ดูตาม้าตาเรือ” ทำให้เราทิ้งความรู้ในท้องถิ่น ตื่นเต้นไปกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ต้องซื้อหาในราคาแพง แล้วยังมีผลกระทบเชิงลบ เช่น การใช้ปุ๋ยเคมี ที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

 

พวกเราเลยทึ่งมากกับการใช้แก๊สหุงต้มจากมูลหมู การใช้ผลไม้ในการทำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่จะใช้ปลูกพืช ใช้เพิ่มผลผลิต เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ เรื่องการเพาะพันธุ์พืช ดูเหมือนเป็นฐานที่ทำให้ “ชัย”หล่อเป็นพิเศษ เพราะไปเป็นพรีเซนเตอร์ถือต้นไม้ใว้ให้วิทยากรสอนการตัด ต่อ กิ่ง เราขำกันกับมุขเด็ดๆ ของวิทยากรที่ชื่อ “ทอม” (ทั้งที่เจ้าตัวบอกว่า “ยังปล่อยไม่เต็มที่ เพราะไม่ใช่กลุ่มเด็กๆที่ต้องหลอกล่อให้สนใจ”)

 

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ การเลี้ยงหมู ถ้าเลี้ยงหมูในคอกซีเมนต์ เราได้หมูสะอาดสะอ้าน ผิวอมชมพู แต่ต้องล้างคอกเป็นประจำ (และดีที่เราสามารถเอามูลหมูไปใช้เป็นแก๊สหุงต้มได้) แต่ถ้าเลี้ยงหมูแบบติดดินคือหมูหลุม หมูจะทำความสะอาดตัวเองในหลุมนั้นเป็นอย่างดี(แม้จะไม่ได้ขาวจั๊ว เหมือนใช้ ‘whitening cream’แบบหมูในคอกซีเมนต์) การใช้วิธีดั้งเดิมหรือวิธี “ทันสมัย” ก็คงต้องเลือกอย่างฉลาด ถึงความเหมาะสมกับบริบทของชนบทไทยๆ แบบเรา และดูประโยชน์ให้ครบวงจรจริงๆ

 

พวกเราแอบชื่นชมเด็กๆ OC (รวม “ภูมิ” และ “ปู”นะจ๊ะ!) ที่สนใจจริง มีคำถามอยู่มากมายโดยเฉพาะ “ณณ” ที่ทั้งถามทั้งจดอย่างขมีขมัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูก assign ให้เขียนบทความลง newsletter ด้วยหรือเปล่านะเนี่ย! ส่วนคนอื่น ก็มีพฤติกรรรมของเด็กใฝ่รู้ใฝ่เรียน คิดและคุยโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่มาวิเคาระห์และพูดให้กันฟังอย่าง OC มีกึ๋นจ้ะ!

 

“ปู” ก็อีกคนที่หน้าตาแสดงความสนใจตลอดเวลา พอหันไปดูเด็กจะเห็น “ปู” ไม่เพียงแต่พยักหน้าหงึกๆ ยังแถมอ้าปากกว้าง แสดงความตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังดู กำลังฟังตรงหน้าตลอดเวลา น้องๆ ทุนอื่นก็ตามดู ตามฟัง อย่าง “เอ็กซ์” ก็ถ่ายรูปไปด้วย และถ้าดูไม่ผิด “เอ็กซ์” จะเป็น “silent observer” ที่เฝ้ามองอากัปกิริยาของกลุ่มพวกเรา ดูไปก็ยิ้มไปท่าทางมีความสุขดีใช้ได้!

 

ไดอารี่รี่รี่รี่รี่รี่จ๋า...............เวลาระทึกใจในตอนบ่ายก็มาถึง!!!!!!

ทุกคนทะยอยเปลี่ยนชุดกันใหญ่ “หนึ่ง” ที่ท่าทำว่าจะยึดกล้องถ่ายรูปเป็นของตัว ไม่ลงไปลุยท้องนา แต่เอาเข้าจริง พอถึงเวลา “หนึ่ง”ดูมาดดี ผิดกับที่ “โยกเยก” ไว้ตอนแรกๆ (คงแหย่เล่นตามเคย)

พอเปลี่ยนชุดกันเสร็จ ดูแปลกตากันอยู่สองคน เราละคนนึง เพราะความที่โอกาสที่น้องๆ จะเห็นในชุดลำลองขนาดนี้ แทบไม่มีเลย อีกคนคือ “ชัย” ที่สอดเสื้อเข้ากางเกงอย่างเรียบร้อย พร้อมมี backpack ด้านหลัง แต่งตัวเหมือนเด็กมัธยมไปเข้าค่ายหน้าร้อนเล้ย!

 

“นิ้ง”ก็วางมาดหล่อตามสูตรประจำของตัวเอง พร้อมแว่นกันแดด (ราคา 100 บาท) ที่ทำท่าภูมิใจ (จนน่าหมั่นไส้) และเก็บรักษาเป็นอย่างดี ความที่มีคนชมไว้ว่า แว่นสวยมาก (ซึ่งเจ้าตัวไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด)

 

กิจกรรมแรกเป็นการขี่ควาย ที่พอเห็นปุ๊บก็รีบเชียร์เด็กๆ ทันที เพราะคงอยากจะลองขี่ควายกันเต็มที่ เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้สัมผัสจริง ๆ

 

 เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ ก็คิดในใจว่า คงใจกล้าทุกคน “ผึ้ง”ขึ้นไปก็ร้องวี๊ดว้ายเล็กน้อยและบอกว่า “กลัว” แต่ก็ manage ที่จะขี่ควายไปรอบๆ สนามได้อย่างเรียบร้อย สาวเสื้อแดง “ปู” ที่ถูกขู่ว่า ควายจะขวิดเอา ก็อุ่นใจว่า ไม่โดนแน่ๆ เพราะควายตาบอดสี ขี่ควายถ่ายรูปสบายใจ พร้อมกับอีก 2-3 หนุ่มทั้ง “ดอน” “ชัย” และ “ณณ”

 

“นิ้ง” สารภาพทีหลังว่า ตอนขึ้นขี่ควายใหม่ๆ ก็กลัวๆ แต่ซักพักก็โอเค ไม่รู้ว่าอาการนี้เป็นกับ “เก๊า” ด้วยหรือเปล่า ยังไม่ทันได้ถาม หันแต่หน้า (และขาขาวๆ) บนหลังควาย แบบที่หน้าแสดงความมั่นใจ (ไม่เต็มๆ) จะเหลือก็แต่เราที่ “ปอดขนาด” ชีวิตนี้จะไม่มีวันลองขี่ควายหรือทำอะไรผาดโผนเด็ดขาด ขนาดเดินข้ามท้องร่องช่วงสั้นๆ ยังต้องเรียก ‘นิ้ง’ ให้ช่วยเลย คิดดู!

 

มาเชียงใหม่คราวนี้ เราทุกคนได้รู้จักควาย 2 ตัว ชื่อ “น้องเผือก” “น้องมะพร้าว” และพอได้เห็นจริงๆ จังๆ รู้สึกรักควายนะ! เค้าฉลาดดีไม่เบา ไม่น่าเลยที่ถูกไปใช้ในสำนวน “สีซอให้ควายฟัง” ทำให้ดูควายเป็นสัตว์ไม่ฉลาด ทั้งที่ออกจะน่าเอ็นดู อดทน เชื่อฟัง สอนให้คุกเข่าก็ได้ ให้สวัสดีก็ได้ ให้ยิ้มก็ได้ (ฟันเป็นคราบเชียว ไม่รู้ไปกินอะไรมากมาย เหมือนคนสูบบุหรี่จัดแฮะ!)

 

จากนั้น ผู้จัดการศูนย์ได้กรุณาบรรยายให้พวกเราฟังเอง เพราะรู้ว่าจะไปเผยแพร่ต่อให้กับชาวต่างชาติ พวกเราเริ่มเรียนรู้ชีวิตในท้องนา การทำนาอย่างง่าย และได้เรียนรู้เรื่องการไถ การจัดส่งน้ำ และการปลูกข้าว (แค่ดูวิธีดำต้นข้าว และปักข้าว ก็ยังรู้สึกว่า ไม่ง่ายแล้ว) ใจนึกหวาดเสียวว่าจะไหวเหรอ พอผู้ประสานงานบอกให้จัดกลุ่ม ๆ ละ 3 คน เราก็กระโดดเกาะกลุ่มกับ “ภูมิ” เลย อุ่นใจขึ้นมานิดนึงที่ไปกับชาวนาตัวจริง “นิ้ง” ก็อาสาไปด้วย (ตอนนั้นคิดถึงแต่คนเป็นหลัก แต่ปรากฏว่า จริงๆแล้ว “นิ้ง” นั่นแหละ เป็นคนช่วยผลัก/จับตัวเราให้รอดชีวิต)

 

พอลงไปที่ท้องนา เกิดความทุกข์อย่างหนัก (ไม่ได้รู้สึกแย่กับ “ทุกข์หนัก” ของ “น้องเผือก” ที่จัดการปล่อยทุกข์ ลงส้วมขนาดใหญ่ของตัวเอง ให้เรา 3 คนเห็นกับตา เห็น! เห็น! นะ!)  แต่คนไม่เคยผจญภัยเอาเลย การให้ไปขี่ควาย ก็ไม่กล้าขึ้น รู้ว่าถึงสามารถขึ้นไปบนหลังควายได้ ก็ไม่น่าจะประคองตัวได้ และที่แน่ๆ ไม่น่าจะสามารถลงจากหลังควายได้ พอจะให้ไปจูงควายเดิน แค่ลงไปที่ท้องนา ตัวเราก็ถูกดูดไปซะเกือบครึ่งให้ตกใจแล้ว ทำไม่ได้อีก จะไปลากคันไถ ก็ไม่มีแรง สรุปแล้วคุณหนูโลโซไม่ได้เรื่องจริงๆ  คนช่วยดูแลกิจกรรมนี้คงอดรนทนไม่ได้ เลยบอกว่า ให้ไปเกาะหลังกัน 3 คนแล้วกัน (หมดเรื่องหมดราว)

 

ในความกลัว ก็ต้องเดินหน้าเต็มตัว (ไม่งั้น ไม่ได้กลับขึ้นฝั่งแน่!) เกาะ “ภูมิ” ไว้แต่เห็นว่าน้องดูละล้าละลังบอกว่า “ผมไปก่อนนะ เพราะว่าควายเดินไปแล้ว” เลยจำพรากจาก “ภูมิ” และเริ่มยึด “นิ้ง” เป็นที่พึ่ง (ชั้นดีจริง ๆ ขอชม)

 

รอดฐานนี้มาได้ด้วยความดีใจ ภูมิใจนิดๆ ว่า ถ้าพี่ๆ น้องๆ หลานๆ รู้เข้า จะต้องงงและติงแน่ๆ (แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น.......น้องสาวโวยวายว่า “นึกยังไงลงไปลุย” ทำไมไม่บอกน้องๆ ว่า แก่แล้วขอดูเฉยๆ ความที่เค้ารู้ว่า พี่สาวคนนี้ ขี้ขลาดมาตั้งแต่เด็ก สับสะพานไฟสมัยก่อน ยังต้องเรียกพี่ๆ น้องๆ ไปช่วยเลย!)

 

ข้ามฐานเรื่องส่งน้ำเข้าท้องนาไป เพราะดูก็รู้ว่า “ไม่ด้ายยยยยยแน่ๆแล้วไปฝึกปลูกข้าวดีกว่า พอผ่านฐานแรกที่โหดสุด ก็เลยรู้สึกว่า ชีวิตดีขึ้นเยอะ

 

“อาจารย์สาลี” ชมใหญ่ว่า “ใช้ได้” ตัวอาจารย์สมัครช่วยดูแลสมบัติทั้งหลาย ไม่ต้องให้ห่วง ทั้งเป็นผู้สังเกตการณ์ ที่เรารู้ว่า ตามดูเด็กๆ ของเราด้วยความรู้สึกดี กับการเป็นคนฟุลไบรท์ อย่างที่อาจารย์เองรู้สึกภูมิใจอย่างมากตลอดมา น่าเสียดายที่ “อาจารย์ไพจิตร” ไม่ไปร่วมขบวนการ เพราะ “หนูแพ่ง”ไม่สบาย เลยพาไปหาหมอและทั้งครอบครัวกลับไปพักผ่อน (อาจารย์รีบมาขอโทษตอนหลัง ซึ่งทุกคนก็เข้าใจอยู่แล้วนะคะ!)

 

ทุกคนสนุกกันมากๆ มีเรื่องเล่ากันมากมาย ทั้งแซวกัน แกล้งกัน แค่เห็นภาพแต่ละคนสนุกและสนิทกัน ไม่ได้แยกอายุ หรือประเภททุนกันเลย หัวใจเราก็พองโตแล้ว ยิ่ง “ปูน” ที่เป็นคนจัด (ซึ่งต้องแอบลุ้นมากกว่าเรา) จะต้องยิ่งรู้สึกโล่งใจแน่ๆ! พอ“เสือ”มาบอกว่า “ดีใจที่ตัดสินใจถูกมาเข้าร่วมทริปนี้” เราก็ยิ่งปลื้ม

 

กิจกรรม “รู้รักรากเรา” ให้มากกว่าความเป็นคนไทย เพราะซึ้งถึงความเป็นกลุ่มครอบครัวฟุลไปรท์ได้ชัดเจนขึ้นตามไปด้วย “เอ็กซ์” ขอกลับก่อนเพราะติดธุระ แต่ก็ยังดีที่ได้มาร่วมกิจกรรมที่นี่

 

แกล้งบอก “ชัย” ถึง “ทุกข์หนัก” ของ “น้องเผือก” “ชัย” ก็รีบตอบทันควันว่า “พี่ทิพย์” ก็ได้รับความอุ่นไปก่อนแล้ว” เลยพูดให้น้องๆ ตกใจว่า “ใครบอกล่ะ! ตอนนั้นพี่ 3 คนเห็นกับตา ก็รู้ว่า location ที่ไหนก็ต้องเลี่ยง”...... ฮ่ะ!ฮ่ะ! (ดีใจมากได้แกล้งเด็กๆ) แต่ในขณะเดียวกันได้ยินว่า “คุณไมค์” ถ่ายรูปไว้เยอะมาก ชักใจไม่ดีว่า คงมีรูป “ทุเรศๆ” ที่แสดงความจริงมากมาย! ช่างมันเนอะ คงดูขำๆ ดี!

จากชาวนา เปลี่ยน mood ทันที โดยมี “นิ้ง”เป็นไกด์กิตติมศักดิ์ (โทษฐานเป็น “หนุ่มโบ” ซึ่งรับปากอย่างดีตั้งแต่ต้น และทำให้ “นิ้ง” กลุ้มใจที่ต้องไปท่องบท เพื่อให้อธิบายได้ถูกต้องและน่าเชื่อถือ) พวกเราได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของวัดเชียงมั่น วัดแห่งแรกของเชียงใหม่ ไหว้พระแก้วขาวและทำบุญกันพอหอมปากหอมคอ แล้วก็ปรับเปลี่ยนโปรแกรมข้าวเย็น (ชอบโปรแกรมของเราเองจัง ที่ยืดหยุ่น ดูเวลาและค่อย ๆ ปรับตามความพอใจ บางครั้งอาจเสียเวลาในการตกลงกัน แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา)

 

เด็กๆทั้งกลุ่ม (รวมพี่หน่อย ที่น้องๆ รีบชวนให้ลดวัยไปด้วยกัน) แยกไป 1 คันในขณะที่กลุ่มชรา (“หนึ่ง” ยอมร่วมขบวนนี้ด้วยความจำเป็น) ก็ไปอีกคัน กลุ่มเด็กๆ เล่าว่าสนุกมาก พอดี มช.มีงานคล้ายๆงานวัดก็เลยไปดู “หนูแข่ง” และกิจกรรมอื่นๆ enjoy กันน่าดู!

 

กลุ่มชรากว่าจะตกลงกันได้ ใช้เวลาบนรถคุยกันคิดแต่หาอะไรกินกันเป็นข้าวเย็นดี เราเลยไปที่ตลาด ซื้ออาหารเหนือมากินกัน ไหนๆ ก็มาถึงเมืองเหนือกันแล้ว ก่อนลงไปที่ตลาดก็ไม่ได้รู้สึกหิวจัด แต่พอลงไปต่างคนก็ซื้อคนละนิด (นิด “แบบไทย”) ผลที่ได้คือ “เยอะมาก” แต่พวกเราก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย (ที่แกล้มอาหารได้อย่างดีกว่ารสชาติอาหารที่เราซื้อมาคือ “เรื่องสนุกๆ ที่ได้เห็นและได้ฟังจากน้องๆ นี่แหละ “มันขนาด”) กลุ่มเราได้พักนิดนึง แล้วก็ซักซ้อมเรื่องเกมส์กับคำถามที่จะให้ทั้งกลุ่มพูดคุยกัน

 

เกมส์ที่เล่นกันก็เป็นเกมส์ง่ายๆ ที่พวกเราคิดไว้และที่แอบๆ ห่วงว่า “อาจารย์ไพจิตร”จะอึดอัดหรือเปล่าน้า พอเห็นอาจารย์ลุกขึ้นมาทำท่า “ฟันดาบ” อย่างกับโซโรมืออาชีพ (แต่มาแอบบอกทีหลังว่า ทำไปไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า) เราก็โล่งใจและขำว่า อาจารย์แปลงร่างแล้ว “หนึ่ง”สังเกตว่า “อาจารย์ไพจิตร” ทำท่าฟันดาบอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นมีใครเข้ามาจับคู่ซะที เกมส์แรกที่ให้แต่ละคนเอาความสามารถพิเศษของตนเองมาเขียน และให้ผู้จับฉลากเป็นคนทำท่าตามฉลากที่จับได้ ก็ work ดี

 

เกมส์ดันดารากลายเป็นเรื่องที่พวกเรามาแอบคุยกันทีหลังว่า grantee ฟุลไบรท์เก่งนะ ไม่ต้องพูดอะไรมากก็จับกลุ่มคุยและทำได้เลย! “อาจารย์สาลี” ก็กรุณาเป็นแขกรับเชิญ เป็น “ครูอ้วน” ในรายการ “ดันดารา” มีเรา และ “นิ้ง”เป็นกรรมการด้วย

 

Amazed กับทั้ง 3 กลุ่ม ที่โชว์ลีลาการเต้นเพื่อหลอกกรรมการว่า ใบหูกระดิกได้ ใครชอบWonder Girls และใครเล่นเทควันโดได้ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน  “พี่หน่อย” “พี่ปู” ที่อาจเคยคิดว่า ตัวเองแก่กว่าคนอื่นๆ ในกลุ่มก็ลดวัย ไปเต้นกระดุ๊กกระดิ๊กอย่างคึกคัก “เด็กชายเซเลบ”เลยได้ชื่อใหม่ว่า “Rain” ไปซะเลยจากการเปิดตัวที่เท่จริงๆ ส่วน “ภูมิ” ถึงจะเป็นตัวหลอกที่เนียนได้น้อย ทำให้ขำในท่าทาง และชื่นชมในสปิริตเต็มที่ พอๆ กับ “อาจารย์ไพจิตร” ที่ร่วมขบวนเป็น “นักแสดงตัวปลอม” ได้อย่างดี “พีช” ก็นับว่าเป็นตัวหลอกที่เนียน ทั้งๆ ที่พอเฉลย ทำท่าเทควันโดอย่างเข้มแข็ง

เกมส์ผ้าห่ม ก็ทำให้ทุกคนได้หัวเราะครี้นเครงกันถ้วนหน้า กับการตอบคำถามที่ไม่คาดคิด “เก๊า” grantee 09 กิตติมศักดิ์อึ้งเมื่อต้องตอบว่า ผู้ที่ยืนให้เห็นอยู่ตรงหน้า(“อาจารย์สาลี”) เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คงพอ ๆ กับ “อาจารย์สาลี” ที่ตอบไม่ทันหมือนกัน

 

หลังเบรคเราก็ให้ทุกคน reflect ประสบการณ์ที่ได้รับ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกดีว่า ทุกคนเรียนรู้ชีวิตไทย รู้ว่ายังมีอะไรอีกมากที่ไม่รู้จัก ยังมีความขัดแย้งในใจที่ต้องคิดต่อ รู้ว่ายังต้องเรียนรู้และรวมพลังให้กับบ้านเมืองอีกมาก

 

คืนนี้นอนหลับด้วยความสุขใจ โล่งใจและเหนื่อยอ่อน (จากการลุ้นตัวเองลงในท้องนานั่นแหละ)

 

เช้าวันสุดท้าย เป็นวันค่อนข้างสบายๆ เราไปที่คณะวิจิตรศิลป์ มช. ได้เรียนรู้เรื่องหุ่นชนิดต่างๆ และศิลปะการแสดงละครหุ่นประยุกต์แบบล้านนา อาจารย์วิลาวัลย์ บรรยายอย่างมี passion สุดๆ ทำให้รู้ว่า คนที่รักในงาน และได้ทำงานที่ตัวเองรัก เป็นสุดยอดของความสุขของชีวิตขนาดไหน หลายๆ คนได้ลองเล่นหุ่นล้านนาด้วย น่าเสียดายที่เวลาน้อยเกินไป ไม่งั้นจะได้ฟังหรือถามให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก เอาเถอะเนอะ! อย่างน้อยก็ได้รู้เรื่องหุ่นเพิ่มขึ้นอีกนิด ภูมิใจในความเป็นไทยเพิ่มอีกนิดหน่อย

 

รายการสุดท้ายของทริปนี้ เป็นการพบกับศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันภาคเหนือ ทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์อุทัยวรรณ อาจารย์จีริจันทร์ ซึ่งเป็น 2 คนที่อุตส่าห์ปลีกเวลามาร่วมกิจกรรมกับเราทุกครั้ง อาจารย์ประวิตร จากแม่โจ้ อาจารย์สมพร อาจารย์อัญชลี อาจารย์ผุสดี จากมช. อาจารย์แคทเธอลีน Senior Specialist ของเรา แคเรนกับอานนา ETA ปีนี้ “ยิ้ว” น้อง U-grad ปี 08 แถมด้วยญาติของฟุลไบรท์ซึ่งนอกจากไมค์-เก๊าแล้ว ก็มีพี่ฟองจันทร์ และคุณเดชนะหรือคุณโด ที่พาลูกชายมาด้วย มีการปรับเกมส์กันเล็กน้อย เพราะเห็นว่าที่แสดง “ดันดารา” เมื่อคืนเข้าท่า และเป็นการนำไปสู่การรู้จักกันมากขึ้นได้ เลยขอให้ทั้ง 3 กลุ่ม โชว์อีกครั้ง ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี เสียงหัวเราะดังกันน่าดู แล้วยังเปิดให้แต่ละคน ดูและทายตามด้วย ศิษย์เก่าทะยอยกันเข้ามา แต่กิจกรรมก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

จบด้วยการให้ทุกคนแนะนำตัวเองเพื่อจะได้รู้จักกันเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง grantee ฟุลไบรท์ ปัจจุบันก็เก่งมากอยู่แล้ว ต่างคนต่างแนะนำได้อย่างดี และขอให้พูดถึงความประทับใจที่มาที่เชียงใหม่ ให้พี่ๆ และเพื่อนๆ ชาวเหนือรับรู้ ถึงกิจกรรมที่เราทำใน 2 วัน ส่วนพี่ๆน้องๆ ภาคเหนือตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมถึงมาร่วมงาน ทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดพักผ่อน คำตอบที่ได้คงจะทำให้รุ่นปัจจุบันรับรู้เช่นกันว่า รุ่นพี่ๆ นั้นผูกพันกับฟุลไบรท์อย่างไร  แม้ว่าเวลาจะน้อย แต่ก็ทำให้เราพบปะกันและคุยกันอย่างสนิทสนมได้มากขึ้นในช่วงอาหารเที่ยง โดยมี  “อิ๋ง” FLTA มาแจมด้วย

 

รู้สึกขอบคุณ “เก๊า”กับ “คุณไมค์” มากๆ ที่ช่วยจัดประสานงาน การจองที่พัก ห้องประชุมและอาหารให้พวกเรา “ปูน”เลยลดงานไปได้มาก ไม่ต้องติดตาม เพราะมั่นใจในคุณภาพงานของทั้งคู่ โชคดีที่เราเป็น partner ของ Ace! อย่างเหนียวแน่น ต่างประสานประโยชน์ที่จะทำให้เกิดผลดีต่อคนและการศึกษาของ 2 ประเทศ

 

พอถึงเวลาแยกย้ายกลับ พวกเรา (พร้อม “อาจารย์สาลี”) มีความสุขและเห็นพ้องกันว่า “ทริปนี้ดีเกินคาด” ปีหน้าจะ “เกินคาด”แบบนี้อีกไหมน้า!

 

                                                     บ๋ายบายแล้วนะไดอารี่

 

 




DOWNLOAD



Thailand - United States Educational Foundation (TUSEF/Fulbright Thailand) Thai Wah Tower 1, 3rd floor, 21/5 South Sathorn Road, Bangkok 10120, Thailand
Tel : (66) 0-2285-0581-2 Fax : (66) 0-2285-0583  Email : tusef@fulbrightthai.org