replica handbags

เล็ก ๆน้อย ๆ เราก็แก้ (ทน) กันไป


โดย พรทิพย์ กาญจนนิยต
ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) 

         ไปทางไหน ก็มักจะได้เห็นหรือได้ยินว่า มีการจัดสัมมนา มีการฝึกอบรมพนักงาน เจ้าหน้าที่ขององค์กร และการประชุมสร้างความเข้าใจในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และดูเหมือนว่าความกระตือรือล้นอย่างนี้ น่าจะทำให้คนไทยเรายิ่งพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะเราไม่เป็นที่สองรองจากใคร แต่น่าเสียดายที่ในหลายครั้ง เราทำให้ตัวเราเองเป็น
“รอง” คนอื่นก็ด้วยพฤติกรรมของเราเองนั่นแหละ

 

หลายอย่างที่เราทำกันอยู่บ่อย ๆ ด้วยความเคยชิน หรือเห็นจนคุ้นตา หรือได้ยินจนคุ้นหู จนอาจทำให้โอกาสที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจริงจังน้อยลงไป! ทำไมหลายกิจกรรมที่จัด ต้องทำให้ผู้เตรียมเข้าร่วมกิจกรรมนึกชอบ ต้องทำให้รู้สึกนึกสนุกก่อน เลยอาจกลายเป็นจุดอ่อนในการพัฒนาตัวเองของพวกเราไปอย่างน่าเสียดาย

 

แต่ถ้าพวกเราลองคิด และลงลึกไปอีกนิด การปรับเรื่องเล็ก ๆนี้ น่าจะช่วยให้เราเรียนรู้ได้มากขึ้นเป็นหลายเท่าตัวได้ไม่ยาก

 

ก่อนอื่น คงต้องสำรวจพฤติกรรมต่างๆของเราเองก่อน ดังนี้

 

ก่อนเข้าฟัง

 

r             ถ้าต้องเข้าฟังการบรรยาย เราต้องถามว่า ใครจะมาบรรยาย เพราะอยากรู้ว่า ผู้รับเชิญพูด “สนุก”หรือเปล่า ก่อนคิดตัดสินใจเข้าฟัง (หรือก่อนเตรียมใจไปหลับ)

 

ระหว่างฟังการบรรยาย

 

r             ปล่อยให้โทรศัพท์มือถือเป็นระบบเสียง (ขอให้แค่รู้ว่าใครโทรมา)

r       รับโทรศัพท์ขณะเข้าร่วมประชุมรับฟัง (เพื่อบอกว่า กำลังประชุม คุยด้วยไม่ได้)

r       พูดคุยกันเองช่วงที่กำลังฟังการบรรยาย (พูดเรื่องที่ ‘เกี่ยวข้อง’ กับที่ฟังอยู่ แต่เผลอเสียงดังไปหน่อย แถม ‘เม้าท์’เรื่องอื่น ๆต่อซะเลย)

r       เอางานเข้าไปทำระหว่างรับฟังการบรรยาย (ก็งานมันเร่งและการบรรยายไม่ค่อยโดนใจ หรือเพราะถูกบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมนั้น ๆ)

r       หลับ (เหนื่อย อิ่ม หรือ ชอบงีบ)

 

หลังฟังการบรรยาย

 

r       วิจารณ์/ บ่น....ทั้งอาหารการกินและสถานที่ โดยไม่พูดกันว่า ที่นั่งฟัง หรือ ร่วมกิจกรรม ทำให้เราได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นมั้ย (ลืมไปแล้วว่า เข้าฟังเรื่องอะไร เพราะมัวแต่บ่นว่า ห้องร้อนไป เย็นไป หรือ อาหารไม่อร่อย)

 

ถ้าพฤติกรรมต่าง ๆ ตรงกับเรามากกว่า 4 ข้อแล้วล่ะก็ เตรียมตกใจได้เลยว่า ตัวเราเองนี่แหละ ที่มีแนวโน้มจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการลดระดับการเรียนรู้ของเราและผู้ที่ร่วมกิจกรรมของเรา

 

ลองคิดถึงการไปดูคอนเสิร์ตหรือละครเวที และแม้แต่เข้าไปดูหนัง จะมีการขอผู้ชมว่า อย่าพูดคุยกัน และไม่พูดโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในการแสดงสดต่าง ๆ ความเงียบจะทำให้ผู้แสดงมีสมาธิที่จะสร้างอารมณ์และแสดงได้สมบทบาทเต็มที่ ผู้ที่เข้าไปดูเอง ก็สามารถมุ่งจุดสนใจไปที่เวทีร่วมกันได้ ทำให้รับรู้ถึงเรื่องที่ผู้แสดงต้องการจะสื่อและเกิดอารมณ์ร่วม ซึมซับความสนุกหรือดื่มด่ำกับเสียงดนตรีได้มากขึ้น

 

โดยปกติแล้ว บ้านเราเป็นสังคมกลุ่มที่เน้นเรื่องการอยู่ร่วมกันด้วยดี หลาย ๆ อย่างเน้นความเป็นอยู่อย่างสบาย ๆ แถมให้ชีวิตมีความสนุกอีก อาจเพราะเหตุนี้ ทำให้พวกเราชินกับความสบายและความสนุก ซึ่งว่าที่จริงแล้ว การที่เราจะเรียนรู้ คงไม่สามารถจะได้มาด้วยความสบายและความสนุกในทุกเรื่อง เพราะเราจะต้องใส่ใจบวกความพยายามเติมลงไปไม่น้อย

 

ความเคยชินกับความสบาย ๆ อาจทำให้เราพลาดโอกาสทองที่จะซึมซับความประทับใจและเก็บเกี่ยวความรู้ที่มีอยู่ตรงหน้า ทั้งเป็นเรื่องที่เป็นสาระล้วนและความบันเทิง เช่น คนรอบข้างของเราอาจรู้สึกเพลินไปกับการดูหนัง หรือดูละครเวทีเพียงเพราะเรา ‘สร้างเสียงรบกวน’ ทั้งเสียงเรียกเข้าทางโทรศัพท์มือถือ ทั้งเสียงพูดตอบรับ หรือแม้แต่เสียงคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังที่ดูอยู่ตรงหน้า (ในเวลาที่ไม่เหมาะสม โดยอาจคิดว่าเรากระซิบกระซาบแล้ว แต่ที่จริง มันอาจจะดังกว่าปกติโดยเราไม่รู้ตัว) ตัวเราเองก็ ‘หลุด’ ออกจากสิ่งที่เราควรสนใจในขณะนั้นด้วย

 

อาจมีคนยื่นหน้ามาแย้งว่า ‘ก็หนังมันไม่สนุก คนแสดงก็เล่นไม่ดี’ ที่จริงแล้ว เราอาจต้องตอบตัวเราก่อน เช่น เราอยากดูหนัง/ละครเวทีนั้น ๆ ใช่หรือเปล่า และต้องเหลียว ๆดูไปด้วยว่า เราไม่ได้อยู่ในที่นั้นคนเดียวหรืออยู่เฉพาะกับเพื่อน (ที่ช่างพู๊ดช่างพูด/ช่างโทรฯ) เป็นต้น การพูดคุยกับเพื่อนที่ไปด้วยกันอาจรบกวนคนอื่น ๆ ซึ่งน่าจะถือได้ว่า เราไม่เกรงใจผู้อื่นในที่นั้นเท่าที่ควร ทำให้ผู้อื่น (ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) รำคาญ แล้วตัวเราเองล่ะ เราก็ไม่ได้คิด/ สนุกตามเรื่องที่ดูอยู่นะเนี่ย (ใช่หรือเปล่า)


          การทำตัวเป็น
‘หนูป่วน’ โดยไม่ตั้งใจ จะยิ่งออกรส ถ้าเป็นการบรรยาย/ ประชุมเชิงวิชาการ การเป็น ‘หนูป่วน’ เป็นการปฏิบัติการทำลายล้างสมาธิทั้งผู้ฟังและผู้พูดด้วยน่ะแหละ ประเภท ‘ป่วนทีเดียว ได้ผลสองเด้งเลย’ เพราะยิ่งในความมีสาระ ทั้งผู้ฟังและผู้พูดต้องการสมาธิมากกว่าปกติ เราคงต้องมาดูตัวเองว่า เรามีส่วนส่งเสียง หรือทำให้เราเองและคนอื่น ๆ รำคาญ เสียสมาธิ และหมดอารมณ์ในการฟังมากน้อยแค่ไหน เรียกว่า ไม่ใช่ ‘ต้องดูตัวเอง’ เท่านั้น แต่ ‘ต้องรู้ตัว’ และ ‘หยุดทำ’ (ซะทีนะจ๊ะ) ไม่ใช่ไปฝึกให้คนอื่นชินกับเสียงรบกวนจากเราล่ะ

 

ถ้าเราอยากเรียนรู้และให้ความสำคัญกับความเกรงใจต่อคนอื่น เราจะเป็นคนหนึ่งที่เรียนรู้เต็มที่ คุ้มกับเวลาที่ให้ แถมยังแสดงความเป็น ‘หนูดี’ให้คนอื่น ๆ ได้อยู่ในบรรยากาศที่เหมาะกับเรื่องที่ดู/ ฟังได้ด้วย

 

         เลิกเป็น ‘หนูป่วน’ ซะทีเถอะนะ....นะ.....นะ!


ข้อเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทุกเรื่องที่นำเสนอโดยมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน
(ฟุลไบรท์) ผู้สนใจสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและกิจกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้โดยขอความกรุณาอ้างอิงถึงแหล่งที่มาให้ชัดเจนด้วย


All the Thai and English articles written and posted by the Thailand -U.S. Educational Foundation (Fulbright) could be used to benefit the academic community. Please give appropriate credit to the author(s) and the Foundation.

 



DOWNLOAD



Thailand - United States Educational Foundation (TUSEF/Fulbright Thailand) Thai Wah Tower 1, 3rd floor, 21/5 South Sathorn Road, Bangkok 10120, Thailand
Tel : (66) 0-2285-0581-2 Fax : (66) 0-2285-0583  Email : tusef@fulbrightthai.org