replica handbags

โอบอ้อมอารีแบบไทย ๆ ใช่ว่าจะถูกใจฝรั่งไปทุกอย่าง

ฐิติวรรณ เลิศปิยะ

อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายผู้รับทุนชาวไทย

มูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน

 

ดูเหมือนเป็นเรื่องที่แสนจะธรรมดาสำหรับเราชาวไทยไปเสียแล้วเวลาได้ยินชาวต่างชาติบอกเล่าถึงความซาบซึ้งใจต่อความโอบอ้อมอารีหรือความมีน้ำใจของคนไทยและคุณค่าของวัฒนธรรมไทย แต่.....หากมีใครบอกเราว่าในอีกด้านหนึ่ง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฝรั่งมองว่า สิ่งที่คนไทยแสดงออกนั้น บางครั้งอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย

 

ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ มันเป็นไปได้และเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งทีเดียว แม้แต่ในครอบครัวฟุลไบรท์แห่งนี้ก็ตาม

 

“เขาพยายามที่จะดูแลฉันมากเกินไป จนฉันแทบจะไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย” คำบอกเล่าผ่านตัวหนังสือของผู้รับทุนชาวอเมริกันคนหนึ่งให้ข้อมูลกับเรา เธอคนนี้ได้รับมอบหมายให้ทำงานร่วมกับอาจารย์ชาวไทยในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด

 

เวลากว่าหนึ่งเดือนที่ฟังดูแล้วอาจเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่สำหรับเธอคนนี้ซึ่งเป็นสาวมั่นชาวอเมริกันจากรัฐที่อยู่ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาแล้ว เชื่อเถอะว่าช่วงเวลานี้นานพอที่จะทำให้เธอเขียนเล่าความรู้สึกทั้งดีและที่หงุดหงิดใจมาให้เราได้อ่านกันได้เป็นหน้าๆเลยทีเดียว

 

เรื่องราวความลำบากในการปรับตัวให้เข้าวัฒนธรรมไทยของเธอ เริ่มต้นจากความรู้สึกที่ว่าอาจารย์ที่เธอร่วมงานด้วยพยายามมากเกินไปที่จะดูแลเธอ โดยไม่ปล่อยให้เธอทำอะไรด้วยตัวเองหรือมีเวลาเป็นส่วนตัวบ้าง แน่นอนว่า ภาษาอาจเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ขวางกั้นการทำความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า งานนี้เราเห็นกันชัด ๆว่า ทั้งความเป็นไทยที่เข้มข้นและความเป็นอเมริกันสุดโต่งจูงมือกันออกมาทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่

 

ในขณะที่อาจารย์เจ้าบ้านให้การดูแลแขกชาวอเมริกันผู้ซึ่งมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน สาวมั่นแดนลุงแซมของเรากลับต้องการมีเวลาเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน เพราะเธอพร้อมที่จะไปไหนมาไหนหรือทำอะไรด้วยตัวเองเหมือนที่ทำมาโดยตลอดเมื่ออยู่ที่ประเทศของเธอ ขอขยายนิดนึงว่า การทำอะไรด้วยตัวเองคือ การทำอะไรคนเดียวโดยไม่ต้องมีใครตามมาเป็นเพื่อน หรือโทรฯตาม แค่นี้คงทำให้คุณพอเห็นแล้วว่าชีวิตกว่าหนึ่งเดือนของเธอจะสนุกสนานอลเวงแค่ไหน

 

เพียงสัปดาห์แรก เธอเขียนมาบ่นกับเราเต็มหน้ากระดาษ A4 ว่าโปรแกรมแน่นเอี้ยดตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้นไม่มีปัญหา เพราะตั้งใจจะมาร่วมมือและเรียนรู้จากอาจารย์ชาวไทย แต่ที่มีปัญหาก็คือ การที่จะต้องทานอาหารร่วมกันทุกมื้อ ทั้งยังมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนคุยที่บ้านจนมืดค่ำทุกวัน จนเธอ(จำต้องยอม)ลืมเรื่องการไปไหนมาไหนคนเดียวได้เลย เหตผลที่ได้คือ มันอันตรายเกินไปสำหรับฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะผู้หญิงยิ่งไม่ควรจะไปไหนมาไหนคนเดียว เรื่องหลังนี้ยิ่งป็นเรื่องที่สาวฝรั่งรับไม่ได้เข้าไปใหญ่ ไม่ว่าเธอจะพยายามอธิบายแค่ไหนว่า เธอสามารถอยู่คนเดียวได้ และขอเวลาเธออยู่คนเดียวบ้าง  อาจารย์ชาวไทยที่แสนดีของเรา ก็ยังคงทำหน้าเจ้าบ้านที่แสนดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยการตามดูแลเธอไปทุกที่ ทุกวัน และอาจเป็นทุกชั่วโมงถ้าทำได้

 

ผู้รับทุนสาวของเราต้องออกตัวขอโทษขอโพยกับเราเป็นการใหญ่ เพราะเริ่มจะรู้สึกว่าความพยายามที่จะทำให้เกิดความชัดเจนกับอาจารย์เจ้าภาพนั้น เริ่มกลายเป็นการพูดที่ตรงจนเกินไป ซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าในสังคมไทยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ เมื่อดูจากสภาพการณ์แล้ว ในฐานะที่เราทำหน้าที่ประสานงาน และเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างผู้เข้าโปรแกรม เรายังยืนยันให้เธอพูดกับอาจารย์เจ้าภาพให้ชัดตรงถึงความต้องการของเธอ และเสนอว่า เราเองจะโทรศัพท์ไปอธิบายให้ท่านเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมเรื่องนี้ เราจึงได้คุยย้ำให้อาจารย์เข้าใจว่า ผู้หญิงอเมริกันน่ะ เก่งจะตาย ไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะคะ เขาอยากไปไหนก็ให้เขาไปเถอะ เขาดูแลตัวเองได้ และไม่ต้องกลัวเขาเหงาหรือคิดถึงบ้านหรอก เขาอยู่ได้

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างน่าขำแกมน่ารักก็คือ ความที่อาจารย์ชาวไทยของเรานั้นเป็นคนที่พูดน้อย แต่ก็อยากจะเอาใจแขกต่างชาติของตัวเองเสียเหลือเกิน บางครั้งก็สร้างความงุนงนให้สาวน้อยของเราเพิ่มขึ้น เรื่องมีอยู่ว่า เช้าวันหนึ่ง อาจารย์เจ้าประจำท่านนี้ขับรถมารับแขกต่างเมืองที่บ้านพัก ท่านเรียกให้แขกของท่านขึ้นรถโดยที่ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรสักอย่างว่าจะไปทำอะไรหรือไปไหน ถามอะไรก็ไม่พูด บอกแต่ให้ขึ้นรถ ข้างสาวน้อยของเราก็ไม่กล้าปฏิเสธ เอ้า! ขึ้นก็ขึ้น พอขับรถไปได้สักประมาณเกือบชั่วโมง ก็ยังไม่วี่แววว่าอาจารย์จะจอด ถามก็ไม่ตอบว่าจะไปไหน บอกแต่ว่าเดี๋ยวก็รู้ สาวฝรั่งของเรา ถึงแม้จะกล้าหาญชาญชัยแค่ไหน ก็ชักจะเริ่มกลัว ครั้นจะบอกให้จอดรถก็กระไรอยู่ โชคยังดีที่รถจอดก่อนที่เธอจะหมดความอดทน สรุปแล้ว อาจารย์ต้องการพาเธอมานั่งรถเล่น ชมบรรยากาศรอบๆเมืองที่เธอไปอยู่ แล้วจบลงด้วยอาหารไทยร้านอร่อยที่อยากจะให้เธอได้ลองชิมดู เล่นเอาแขกต่างชาติของเราลุ้นจนตัวโก่ง อาหารร้านอร่อยก็เลยกลายเป็นกร่อยไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

มองอีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีอยู่บางเรื่องที่แม้แต่เราเอง ก็ยังอดหนักใจกับความคิดแบบอเมริกันไม่ได้  โดยเฉพาะในเรื่องความเป็นตัวของตัวเองและรักอิสระที่อาจจะดูเกินไปบ้าง เรื่องเกิดขึ้นตอน อาจารย์เจ้าภาพขออาสาที่จะขับรถไปส่งเธอถึงเชียงใหม่ หลังจากที่เธอบอกว่าอยากเดินทางไปท่องเที่ยวชมความงดงามของภาคเหนือของไทยก่อนจะกลับบ้าน และแน่นอนว่าเธอต้องการไปตามลำพัง  เราเดาได้เกือบจะทันทีว่าทั้งสองคนคงต้องใช้เวลาคุยกันมากกว่า 1 ครั้งแน่นอน กว่าจะเป็นอันตกลงว่าสาวมั่นของเราสามารถไปเชียงใหม่คนเดียวได้  สิ่งที่เราคิดว่า อาจจะะดูเกินกว่าเหตุก็คือ การที่เธอปิดโทรศัพท์มือถือของเธอตลอดการเดินทาง เพียงเพื่อต้องการใช้เวลาส่วนตัวอย่างเต็มที่ ลองคิดดูสิว่าถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเธอระหว่างการเดินทาง เราในฐานะผู้ดูแลความเป็นอยู่ของเธอในประเทศไทยจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไร

 

เรื่องราวระหว่างผู้รับทุนชาวอเมริกันจากแดนลุงแซมกับอาจารย์พูดน้อยนี้เป็นกรณีตัวอย่างของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจและน่านำมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาโปรแกรมต่อไป สำหรับทั้งสองคน กว่าจะเข้าใจกันได้  เวลาก็ผ่านไปจนเกือบจะถึงเวลาที่อีกฝ่ายต้องกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ยังดีใจที่เราได้มีส่วนช่วยเหลือให้เกิดมิตรภาพในท้ายที่สุด และแน่นอนว่ามิตรภาพระหว่างคนของทั้งสองประเทศคือเป้าหมายสูงสุดที่ฟุลไบรท์ต้องการไปให้ถึง แม้ว่าจะต้องเหงื่อตก หงุดหงิดจนน้ำตาซึมกันบ้างก็ตาม

 

ข้อเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษทุกเรื่องที่นำเสนอโดยมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน (ฟุลไบรท์) ผู้สนใจสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและกิจกรรมทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้โดยขอความกรุณาอ้างอิงถึงแหล่งที่มาให้ชัดเจนด้วย

All the Thai and English articles written and posted by the Thailand -U.S. Educational Foundation (Fulbright) could be used to benefit the academic community. Please give appropriate credit to the author(s) and the Foundation.

 




DOWNLOAD



Thailand - United States Educational Foundation (TUSEF/Fulbright Thailand) Thai Wah Tower 1, 3rd floor, 21/5 South Sathorn Road, Bangkok 10120, Thailand
Tel : (66) 0-2285-0581-2 Fax : (66) 0-2285-0583  Email : tusef@fulbrightthai.org